รีวิว 10 เกมส์ฟรีบนมือถือที่ถือว่าน่าเล่นในประจำปี 2018

0
612
  1. Dissidia Final Fantasy Opera Omnia
Dissidia Final Fantasy Opera Omnia
Dissidia Final Fantasy Opera Omnia

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากต้นฉบับ: แต้มพลัง Bravery

อาจกล่าวได้ว่านี่คือชิ้นงานที่ดัดแปลงออกมาได้ชาญฉลาดที่สุดในหมู่รายชื่อเกมส์ทั้งหมดของบทความนี้ โดยตัวเกมส์ฉบับดังกล่าว ได้เปลี่ยนระบบการเล่นจากภาคต้นตำรับอย่าง Dissidia Final Fantasy (เครื่องเล่น PSP ออกปี 2008) ที่เป็นแอคชั่นชิงจังหวะได้เปรียบออกและให้กลายมาเป็น RPG Turn-base ที่แกนหลักในการต่อสู้ยังคงอยู่ นั่นคือ Bravery Point แต้มพลังที่ใช้ในการสร้างความเสียหายเพียงหนึ่งเดียวของเกมส์ (และซีรีย์นี้) ที่ผู้เล่นทั้งสองจะต้องสะสม หรือแย่งชิงแต้มค่าพลังที่ว่านี้ ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การเข้าโจมตีแบบโต้งๆ, ใช้สกิลที่แต่ตัวละครมี ไปจนถึงมนต์อสูร เอกลักษณ์ตลอดกาลของแฟรนไชส์ไฟนอลแฟนตาซี 

ซึ่ง Dissidia Final Fantasy Opera Omnia (ขอย่อว่า DFFOO ละกันนะชื่อยาวเกิ๊นนน) ก็ยังคงมีวิธีการเกณฑ์แต้มพลังตามแบบข้างต้นอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เราจะต้องทำมันในรูปแบบกลไกการเล่นของเกมส์แนว RPG Turn-base ที่การรับมือกับศัตรูในการต่อสู้ จะสำคัญที่กระบวนการคิดและวางแผน ว่าตัวละครใดที่มีสกิลแบบไหนหรือค่าพลังมากพอไหม (จากการพัฒนาตัวละคร เก็บเลเวลเอย หาอาวุธระดับสูงให้เอย เป็นต้น) ที่จะใช้ในการต่อสู้ตามแต่ละครั้ง 

  1. Tales of Rays (เซิร์ฟโกบอลปิดแล้วนะ แต่ไปโหลดสโตร์ญี่ปุ่นได้)

Tales of Rays

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากต้นฉบับ: ระบบการต่อสู้

ในขณะที่ DFFOO ชาญฉลาดที่จะเปลี่ยนระบบการต่อสู้ให้เข้ากับแพลตฟอร์มมือถือที่พร้อมคงไว้ซึ่งแกนหลักในการเล่น Tales of Rays เกมส์ฉบับมือถือจากอีกหนึ่งซีรี่ย์ JRPG ตลอดกาลนี้ ก็มีความปราดเปรื่องในปรับตัวเข้าหาแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่แพ้กันด้วยการที่เกมส์ฉบับที่ว่านี้ เลือกประยุกต์การบังคับของระบบต่อสู้ให้เหมาะสมกับบนแพลตฟอร์มที่ตนอยู่

ปัญหาของขนาดหน้าจอแสดงผลที่ใช้ในการควบคุมการบังคับของแต่ละเกมส์อีกทอดนั้น ไม่เพียงแต่จะชวนให้ผู้เล่นหงุดหงิดใจ แต่ในฝั่งของผู้พัฒนาเองก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถใส่ระบบการบังคับ/ควบคุมขั้นสูงลงในผลงานฉบับมือถือของตนดั่งแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้

แต่กับ Tales of Rays ผู้พัฒนา/จัดจำหน่ายอย่าง Bandai Namco นั้น ได้รับมือกับปัญหาดังกล่าวอย่างเชาว์ปัญญาด้วยการที่ตัวเกมส์ยังคงมีระบบการต่อสู้อย่างอิสระตามแบบฉบับดั้งเดิมของซีรีย์ หากแต่ได้ปรับและตัดทอนในส่วนของการบังคับให้เรียบง่ายและเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ การเคลื่อนที่เข้าหาศัตรู, โจมตี, ป้องกัน และใช้สกิลที่ตั้งค่าได้แค่ 4 ท่าจากที่ในภาคอื่นๆ สามารถใช้ได้ถึง 8 – 12 ท่า  

  1. Injustice 2

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากต้นฉบับ: ฉากต่อสู้ โมเดลและท่าต่อสู้เฉพาะตัวละคร

กล้าพูดได้เต็มปากว่านี่ไม่ใช่เกมส์มือถือที่ Warner Bros. ทำขึ้นเพื่อหากินแบบฉาบฉวย เพราะหากนำ Injustice 2 ฉบับคอนโซลและพีซีมาเปิดเทียบเคียงกับฉบับมือถือและมองโดยผ่านตาแล้วละก็ คุณอาจจะคิดว่าทั้งหมดที่เห็นคือเกมส์ฉบับเดียวกันก็เป็นได้

เพราะไม่ว่าจะโมเดลของตัวละคร ท่าทางของพวกเขา หรือแม้แต่ฉากต่อสู้นั้น ทั้งหมดได้ถูกถอดแบบมาจากฉบับแพลตฟอร์มหลักที่ถูกตั้งค่ากราฟฟิกไว้ในระดับกลาง – ต่ำเลยทีเดียว แต่ก็แน่นอนละครับว่าเกมส์แนวต่อสู้บนมือถือนั้น ยังไงก็ไม่สามารถมีการบังคับขั้นสูงได้ (เพราะเป็นข้อจำกัดของมือถือที่อธิบายไว้ในเกมส์ที่ 2 ในรายชื่อนี้น่ะ) ทำให้เหล่าท่าทางพิเศษของตัวละครทั้งหลายจะถูกทำออกมาเป็นปุ่มสกิลให้กดได้โดยง่าย รวมไปถึงการบังคับขั้นพื้นฐานทั้งหลายก็ใช้เพียงการกดที่ไม่ซับซ้อนนัก แต่หากใครชื่นชอบเกมส์ด้วยกราฟฟิกเป็นหลัก Injustice 2 นี้ตอบโจทย์คุณได้แน่นอน

  1. Pac-Man 256

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากต้นฉบับ: กฎการเล่นที่ยังคงเดิม (แถมเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เข้ามาด้วยนะ)

Pac-Man อาจจะเป็นหนึ่งในเกมส์แนวอาร์เขตที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการปฎิวัติระบบการเล่นใดๆ แต่หากเพิ่มเสริมระบบหรือองค์ประกอบการเล่นใหม่ๆ เข้าไปคงจะดูเป็นการเหมาะสมเสียกว่า

ซึ่งทางเจ้าของซีรี่ย์ดังกล่าวอย่าง Bandai Namco ก็ดูจะเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของพวกเขาชิ้นนี้โดยดิบดี ในฉบับมือถืออย่าง Pac-Man 256 จึงมีกฎการเล่นในรูปแบบเดิม คือ Endless เก็บคะแนนให้เยอะที่สุดในหนึ่งรอบการเล่นเพื่อครอบครองสถิติที่ดีที่สุดในกระดานคะแนน แต่หากใครคิดว่าตัวเกมส์ยังคงกินง่าย ใช้ทักษะที่ติดตัวมาจากภาคในอดีตมาหวดคะแนนเยอะๆ ละก็ “คิดใหม่ได้นะ”

เพราะถึงแม้ในภาคนี้กฎการเล่นจะยังคงเดิม แต่ฟีเจอร์และอุปสรรคใหม่ของเกมส์กลับมีความท้าทายมากยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าทำให้การเล่นสนุกขึ้นเป็นกอง ไล่ตั้งแต่ ฉากการเล่นที่เปลี่ยนเป็นเส้นทางที่ไม่มีวันจบพร้อมการค่อยๆ ถูกไล่ต้อนให้ต้องรีบตัดสินใจเคลื่อนที่ไปเพียงแต่เส้นทางข้างหน้าต่างจากเดิมที่สามารถวนกลับเส้นทางเก่าได้, Power-Up หรือเหล่าพลังพิเศษที่ช่วยเหลือให้เจ้าหัวเหลืองกินลูกวงกลมของเรายังคงสวาปามได้ต่อเนื่องจนทำลายสถิติเดิมของเราหรือคนอื่น

  1. Dragon Ball Legends

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: ทุกสรรพสิ่งดีเทลสไตล์ดราก้อนบอล!

ถ้า Dragon Ball FighterZ คือเกมส์ต่อสู้จากอนิเมะ/มังงะบนคอนโซลและพีซีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน งั้นฉบับมือถืออย่าง Dragon Ball Legends นี้ ก็มีดีกรีอยู่ในระดับเดียวกัน 

โดยจุดเด่นของเกมส์นั้น คือระบบและการบังคับที่เข้าใจง่ายแต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมจะต่อยอดกลายเป็นขั้นสูงได้อีกทอด (อยากรู้เทคนิคขั้นสูงไหมละตามมาที่ลิงค์นี้ได้เลย!) สกิลและท่าทางการใช้ที่นำมาจากตัวละครต้นฉบับทุกระเบียดนิ้ว ไปจนถึงงานออกแบบที่ส่งตรงจากปลายปากพู่กันของอาจารย์โทริยาม่า อากิระ ผู้ให้กำเนิดดราก้อนบอลโดยตรง!

  1. The Sims Mobile

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: ดีเทลของความเป็นชาวซิมส์

นี่อาจจะเป็นเกมส์เดียวในรายชื่อทั้งหมดของบทความนี้ที่ผู้เขียนรู้สึกโอเคกับมันน้อยที่สุด เพราะเอาเข้าจริงๆ หากในชื่อของผลงานชิ้นนี้ไม่มีคำว่า “The Sims” และดีเทลของความเป็นชาวซิมส์ละก็ ไม่บอกก็ไม่รู้ว่านี่คือเกมส์จากแฟรนไชส์ชื่อดังตะหง่านโลก

อาจจะงงว่าถ้าไม่โอเคแล้วจะเอามาอยู่ในบทความนี้ทำไม? ขออธิบายหน่อยละกัน ถึงแม้ระบบการเล่นหลักจะถูกตัดตอนจากการเป็นแนวจำลองสถานการณ์เต็มลูกสูบ (สร้างบ้าน พาซิมส์กินข้าวเข้าสังคม ปั้มลูก ฯลฯ) ให้กลายเป็นเพียงการมอบคำสั่งให้ชาวซิมส์ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่รับค่าปัจจัยหลายรูปแบบและนำไปต่อยอดการเล่น (นึกภาพ FarmVille หรือไม่ก็ HayDay)

แต่ในส่วนของดีเทลหรือรายละเอียดของความเป็นชาวซิมส์แล้วละก็ เกมส์ฉบับนี้ทำถึงสุดๆ การแสดงออกด้านอารมณ์ และท่าทางต่างๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ตกแต่งบ้านทั้งหลาย ฯลฯ ต่างก็ร่วมกันชี้ชัดถึงความเป็นตัวตนใน The Sims ได้อย่างดิบดี

  1. Paladin Strike

 

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: ขบวนตัวละครและกฎการเล่น

แม้ตัวเกมส์ฉบับตั้งต้นจะถูกตราหน้าว่าเป็นผลงานที่ลอกเลียนองค์ประกอบหลักๆ ทั้งหมดมาจาก Overwatch (ความสามารถและรูปลักษณ์ของตัวละคร, กฎการเล่น ฯลฯ) แต่กระนั้นตัวเกมส์ในฉบับมือถือหรือ Paladin Strike นี้ ทีมพัฒนา/จัดจำหน่าย (หรือจะเรียกผู้ให้บริการดี ทุกเกมส์ของค่ายนี้เล่นฟรีทั้งหมด…) อย่าง Hi-Rez Studio กลับดัดแปลงระบบการเล่นได้ออกมาเหมาะสมกับแพลตฟอร์มมือถือเป็นอย่างยิ่งเลย จนอาจกล่าวได้ว่าในครั้งนี้พวกเขาคือผู้นำด้านความคิดเลยทีเดียว

Paladin Strike ยังคงมีกฎการเล่นแบบเดียวกันกับฉบับตั้งต้น คือการใช้ความสามัคคีในการแบ่งหน้าที่และทักษะที่ตามแต่ละตัวละครมีในการทำเป้าหมายการชนะให้สำเร็จอันเป็นการดันรถ Payload ให้เข้าจุดเช็คพ้อยท์ให้ครบทั้งหมด แต่ในส่วนของกลไกการเล่นนนั้น ตัวเกมส์ได้ปรับเปลี่ยนให้มีวิธีการบังคับและมุมรับภาพในแนว Moba บนมือถือ ต่างจากต้นฉบับที่เป็นเกมส์แนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งโดยชัดเจน

  1. Titanfall Assault

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: จุดเด่นของความสามารถตัวละคร

ตามที่อธิบายไปข้างต้น (และตามบทความหรือข่าวที่ผู้เขียนได้นำเสนอเกี่ยวกับเกมส์แพลตฟอร์มมือถือ) ข้อจำกัดใหญ่ๆ ที่ทำให้เกมส์มือถือไม่สามารถทิ้งห่างด้านแนวการเล่นได้มากนัก (และถึงทำได้ การบังคับก็ไม่ได้ดั่งใจนึกเหมือนบนพีซีหรือคอนโซล) คือขนาดของหน้าจอแสดงผลและการบังคับที่ต้องใช้พื้นที่เดียวกัน

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ Titanfall เกมส์แนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งสุดไฮสปีดหลากฟีเจอร์เจ๋งนี้ (เจ็ตแพค, การไต่ผนัง, ปืนจากโลกอนาคต การขึ้นขี่หุ่นยนต์ยักษ์ ฯลฯไม่สามารถทำให้ในฉบับมือถือ มีแนวการเล่นในแบบเดียวกันได้

Respawn รับรู้ข้อจำกัดนี้ดี Titanfall Assault หรือผลงานเกมส์จากซีรีย์ที่ว่าในแพลตฟอร์มดังกล่าว จึงมีแนวการเล่นเป็นการวางแผนการรบในรูปแบบมือถือแทน ที่ผู้เล่นจะต้องเรียงลำดับความสำคัญในการเลือกส่งยูนิตต่างๆ ออกไปโจมตีฐานใหญ่ของศัตรูที่ทำออกมาตามมาตรฐานของเกมส์แนวเดียวกันบนแพลตฟอร์มนี้

แต่ที่ดูจะเห็นเด่นชัดที่สุด คงจะเป็นการที่ยูนิตตัวละครต่างๆ มีทักษะความสามารถที่ถอดแบบมาได้ใกล้เคียงตามฉบับตั้งต้น ทั้งความสามารถสุดเท่ในการปีนไต่กำแพงได้เช่นเดียวกับต้นฉบับ การแพ้/ชนะทางของยูนิตประเภทต่างๆ และหุ่นยนต์ยักษ์อันเป็นยูนิตที่สามารถพลิกเกมส์ เป็นต้น

  1. PlayerUnknown’s Battleground Mobile

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: ทุกอย่างที่สำคัญกับการเล่น (พอร์ตมาลงป่ะเนี่ยะ!?)

แม้ผู้เขียนจะอธิบายอย่างบ่อยครั้ง (ทั้งจากบทความนี้และบทความอื่นๆ) ถึงข้อจำกัดที่ลำบากและชวนให้ปวดหัวในแพลตฟอร์มมือถือที่ส่งผลให้แนวเกมส์เน้นไหวพริบโต้ตอบโดยฉับพลันอย่าง Shooting (แนวยิง) ไข่ฝ่อกันเป็นแถวๆ

แต่กับ PlayerUnknown’s Battleground Mobile (ขอย่อว่า PUBG Mobile นะหรือเกมส์แบทเทิลรอยัลแห่งยุคที่ถูกต่อยอดให้กลายเป็นฉบับมือถือนี้ คงจะต้องยกเว้นไว้สักหนึ่งเกมส์ เพราะผลงานที่ว่า สามารถมอบความดุเดือดในการเล่นได้ไม่ต่างจากฉบับตั้งต้นเลยทีเดียว ทั้งกฎการเล่นที่ยังคงเดิม รูปแบบการบังคับที่ง่ายกว่าเดิม ไปจนถึงบรรดาคลังแสงและเครื่องป้องกันทั้งหลายที่ยังอยู่คงเดิม แถมในด้านกราฟฟิกเองก็ถือได้ว่าสวยงามและเทียบเท่ากับการปรับภาพระดับต่ำ – กลางในเกมส์เวอร์ชั่นตั้งต้นเลยละ

  1. Digimon Links

เอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากฉบับตั้งต้น: ดีเทลทั้งหมดดิจิม่อน (แพ้/ชนะธาตุ, อันดับร่าง ฯลฯ)

หากนับจากรายชื่อเกมส์ทั้งหมดของบทความนี้ Digimon Links คือลำดับที่ 4 ของเกมส์ที่มาจากค่ายพัฒนา/จัดจำหน่าย Bandai Namco ซึ่งถ้าให้บอกตามตรง ผู้เขียนค่อนข้างชอบเกมส์มือถือของค่ายนี้นะ เพราะตามที่ผู้เขียนเคยอธิบายไปในบทความรีวิว Dragon Ball Legends ว่าค่ายดังกล่าวนี้ เข้าใจอย่างแตกฉานในโปรดักส์ของพวกเขาทั้งหมด 

และ Digimon Links นี้ ที่แม้ในส่วนของการเล่นจะถูกทำออกมาเป็นเหมือนเกมส์ RPG บนมือถือทั่วๆ ไป (ใช้ค่าพลังงานในการฟาร์มสรรพสิ่ง, เปิดกาชา ฯลฯ) แต่ในส่วนของดีเทลหรือรายละเอียดร้ายล้อมเกมส์นั้น กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอาย บริบท และตัวตนของความเป็นดิจิม่อนอย่างครบสมบูรณ์ ทั้งวิวัฒนาการของพวกมันที่ครบทุกสายตามต้นฉบับ (ร่างแท้, ร่างที่เลี้ยงไม่ดี, ร่างที่มาแบบเซอร์ไพรส์ ฯลฯ) การแพ้/ชนะทางกันของประเภทดิจิม่อน ไปจนถึงงานออกแบบฉากของเกมส์ที่คงไว้ซึ่งความเป็นดิจิม่อนดั่งที่ซีรีย์นี้มีตลอดมา